การใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ บางครั้งมีความเสี่ยงต่อภัยต่างๆที่ผู้ใช้งานทั่วไปไม่ทันระวัง หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น ภัยจากเว็บไซต์ปลอม สแปมข้อความ การหลอกลวงทางสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆ ซึ่งผู้ใช้งานจำเป็นต้องระมัดระวัง และมีความรู้เกี่ยวกับภัยต่างๆเหล่านี้ และควรศึกษาวิธีการหลีกเลี่ยง ป้องกัน หรือแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นจากภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
การใช้เบราเซอร์ให้ปลอดภัย
ประวัติการเข้าใช้เว็บเบราเซอร์ สิ่งที่เราค้นหาจากอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ที่เข้าชม หรือข้อความที่โพสบนอินเทอร์เน็ตของเรานั้นอาจเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นที่ต้องการของบุคคลอื่นโดยที่เราไม่รู้ตัว เช่น ผลทางด้านธุรกิจหรือการเมือง ดังนั้น ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจึงควรป้องกันตนเองโดยระมัดระวังไม่เปิดเผยข้อมูลสำคัญส่วนตัวเมื่อเข้าใช้งานเว็บเบราเซอร์ต่างๆ เลือกใช้เว็บเบราเซอร์ที่ไว้ใจได้เท่านั้น หรือวิธีการป้องกันที่ง่ายที่สุดคือการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยของเว็บไซต์ปลายทาง ก่อนที่จะทำการคลิกลิงค์ รวมถึงการติดตั้งโปรแกรมแอนติไวรัสที่สามารถสแกนเนื้อหาในเว็บไซต์ปลายทางได้ อีกทั้งควรอัพเดทโปรแกรมเว็บ เบราเซอร์และปลั๊กอินทุกตัวให้เป็นเวอร์ชันปัจจุบันอยู่เสมอ เพื่อเป็นการปิดช่องโหว่ไม่ให้แฮกเกอร์เข้ามาโจมตีได้

การใช้เว็บเบราเซอร์ เป็นกิจกรรมสำคัญทางอินเทอร์เน็ต ประวัติการเข้าใช้เว็บเบราเซอร์ สิ่งที่เราค้นหาจากอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ที่เข้าชม หรือข้อความที่ถูกโพสบนอินเทอร์เน็ต อาจเป็นสิ่งที่มีคุณค่าแก่บุคคลอื่น เช่น ผลทางด้านธุรกิจหรือการเมือง อย่างไรก็ตาม ภัยที่มากับเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น เป็นสิ่งที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต้องระมัดระวังเมื่อเข้าใช้เว็บเบราเซอร์ต่างๆ
สาเหตุที่เบราเซอร์ไม่ปลอดภัย
HTTP ย่อมาจาก Hypertext Transport Protocol เป็นโปรโตคอลสื่อสารสำหรับเบราเซอร์ทั่วไป เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ใช้งานและเว็บไซต์ โดยการสื่อสารนั้นเป็นการส่งข้อมูลเป็นแบบ Clear text คือ ข้อมูลที่ทำการส่งไปนั้น เปรียบได้กับการส่งข้อมูลส่วนตัวผ่านโปสการ์ด ข้อมูลเช่น ยูสเซอร์เนม หรือพาสเวิร์ด จะถูกส่งผ่านเว็บไซต์ ไม่ได้ทำการเข้ารหัส ทำให้สามารถถูกดักจับข้อมูลนั้นได้โดยง่าย
HTTPS หรือ Hypertext Transfer Protocol over Secure จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อความปลอดภัยสำหรับการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต และตัวตน (Identification) ของผู้ใช้งานเบราเซอร์ เว็บไซต์ชื่อดังอย่าง Google, Wikipedia และเว็บโซเชียลเน็ตเวิร์ค Facebook, Twitter ก็มีการใช้งานผ่าน HTTPSอย่างไรก็ตาม เว็บไซต์ส่วนใหญ่ไม่มีการใช้ HTTPS แต่นิยมใช้กับเว็บไซต์ ที่ต้องการความปลอดภัยสูง เช่น เว็บไซต์ของธนาคาร การเงินต่างๆ หรือข้อมูลส่วนของราชการ เป็นต้น
การป้องกัน
เนื่องจากการที่จะถูกโจมตีผ่านเว็บเบราเซอร์ได้นั้น ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อต้องเข้าไปยังเว็บไซต์ที่แฮกเกอร์สร้างไว้ก่อน ดังนั้น การป้องกันที่ง่ายที่สุดคือการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยของเว็บไซต์ปลายทาง ก่อนที่จะทำการคลิกลิงค์ เช่น ถ้าต้องการเปิดลิงค์จากเว็บบริการย่อ URL ควรนำลิงค์นั้นไปตรวจสอบกับเว็บไซต์ที่ให้บริการขยาย URL เต็ม เช่น http://longurl.org เสียก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าปลายทางเป็น URL อะไร รวมถึงการติดตั้งโปรแกรมแอนติไวรัสที่สามารถสแกนเนื้อหาในเว็บไซต์ ก็สามารถช่วยป้องกันอันตรายจากการโจมตีผ่านเว็บเบราเซอร์ได้ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการอัพเดทโปรแกรมเว็บเบราเซอร์และปลั๊กอินทุกตัว ที่ติดตั้งให้เป็นเวอร์ชันปัจจุบันอยู่เสมอ เพื่อเป็นการปรับปรุงช่องโหว่ไม่ให้แฮกเกอร์ใช้ในการโจมตีได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น